บริการของเรา

มารู้จัก “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย” (OTOP)

มารู้จัก “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย” (OTOP)

ความเป็นมาของ OTOP

รัฐบาลได้ดำเนินโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 และดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมทั่วทุกภูมิภาคทั่วประเทศ  โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับประเทศในส่วนกลางและคณะกรรมการระดับภูมิภาคโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • สร้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน
  • เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
  • ส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  • ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของชุมชน

เป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง โดยรัฐบาลสนับสนุนช่วยเหลือด้านความรู้ เทคโนโลยี ทุน

การบริหารจัดกาดร เชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

กรมการพัฒนาชุมชน มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานราก ให้มีความมั่นคงโดย

ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาอาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เชื่อมโยงไปสู่การดำเนินงานโครงการ OTOP  ซึ่งในฐานะที่กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการส่งเสริมการดำเนินงาน OTOP ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน โดยอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (กอ.นตผ) รวมทั้งเป็นอนุกรรมการบริหาร อนุกรรมการส่งเสริมการผลิต อนุกรรมการส่งเสริมการตลาด อนุกรรมการมาตรฐาน และพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ อนุกรรมการ/เลขานุการคณะกรรมการ นตผ.ระดับภูมิภาคและพัฒนาการจังหวัดเป็นอนุกรรมการ/เลขารนุการ นตผ.จังหวัดและพัฒนาการอำเภอ เป็นอนุกรรมการ/เลขานุการ นตผ.อำเภอ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (กอ.นตผ) พ.ศ.2544 และ พ.ศ.2545

 

ขั้นตอนการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) มีดังนี้

 

ขั้นตอนที่ 1 ระดับตำบล มีหน้าที่หลักในกระบวนการจัดเวทีประชาคมเพื่อคัดเลือกผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบลให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัตถุดิบ ในท้องถิ่น และแผนชุมชน

 

ขั้นตอนที่ 2 ระดับอำเภอ มีหน้าที่ในการจัดลำดับผลิตภัณฑ์เด่นตำบลต่างๆ ของจังหวัดบูรณาการแผนและงบประมาณเพื่อให้การสนับสนุน

 

ขั้นตอนที่ 3 ระดับจังหวัด มีหน้าที่ในการจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่น อำเภอต่างๆ ของจังหวัดบูรณาการแผนและงบประมาณเพื่อให้การสนับสนุน

 

ขั้นตอนที่ 14 และ 5 ระดับส่วนกลาง มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทการดำเนินงาน “OTOP” กำหนดมาตรฐานหลักเกณฑ์การคัดเลือก/ขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบล และเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อการสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายยุทธศาสตร์และแผนแม่บท

 

 

 

 

 

ยุทธศาสตร์การพัฒนา OTOP

          การดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงจากท้องถิ่นสู่สากลในการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ OTOP ไปสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย จึงได้กำหนดให้ “การส่งเสริมอาชีพผลิตสินค้า OTOP” เป็นนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนในชุมชนท้องถิ่นโดยมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน ส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนเป็นรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเริ่มจากการรวมกลุ่มของประชาชนระดับฐานรากในการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างพลังการพึ่งตนเองและช่วยเหลือกันของชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพทั้งในระดับบุคคล ระดับครัวเรือน ระดับกลุ่ม ชุมชน หมู่บ้าน และตำบล ตลอดจนเครือข่ายกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

สามารถพัฒนาต่อยอดไปถึงระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต่อไป

 

การขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

ปี พ.ศ. 2544 การจัดกลไกบริหารและบูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนราชการ (Ministerial Intergration) กำหนดยุทธศาสตร์ แผนงาน/การส่งเสริมเครือข่ายผู้ผลิต OTOP

 

ส่งเสริมกระบวนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ปี พ.ศ. 2545 การค้นหาผลิตภัณฑ์หลัก (In Search of Excellent)

 

 

คัดเลือกผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนเป็น OTOP  ด้วยกระบวนการจัดประชาคมตำบลทั่วประเทศ จำนวน 80,000 ผลิตภัณฑ์

 

ปี พ.ศ. 2546 การคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ (OTOP Product Champino:OPC)

เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ได้พัฒนาคุณภาพและรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นตามเกณฑ์การคัดสรรต่างๆ เป็นการสร้างระบบการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ OTOP ในระดับ 1-5 ดาว จำนวน 31,079 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย ระดับอำเภอ/กิ่งอำเภอ จำนวน 15,507 ผลิตภัณฑ์ ระดับจังหวัด จำนวน 8,640 ผลิตภัณฑ์ และระดับภาค จำนวน 6,932 ผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มความสามารถในการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและมีการจัดงาน OTOP CITY เป็นครั้งแรก

 

ปี พ.ศ. 2547 การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Quality & Standard)

ส่งเสริมและสนับสนุนให้สินค้า OTOP ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) มอก. อย. ฮาลาล ฯลฯ ดำเนินโครงการ Smart OTOP เพื่อเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 35,179 ราย ดำเนินการลงทะเบียนผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP จำนวน 35,179 ราย และดำเนินการคัดสรรสุดยอด OTOP ไทย ระดับ 1-5 ดาว จำนวน 26,497 ผลิตภัณฑ์

 

ปี พ.ศ. 2548 การส่งเสริมด้านการตลาด (Marketing)

การพัฒนาสินค้าจากท้องถิ่นสู่สากล เป็นไปตามยุทธศาสตร์ “Local Links Gobal Reaches” เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ควบคู่กับช่องทางการกระจายสินค้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ที่ได้จัดงาน OTOP CITY เป็นครั้งแรกจัดจำหน่ายสินค้าระดับ 3-5 ดาว สำหรับตลาดต่างประเทศมีการคัดสินค้า OTOP ระดับ Premium ไปจัดแสดงและจำหน่าย ส่งผลให้ชาวต่างประเทศนิยมสินค้า OTOP  และมีหลายประเทศที่เข้ามาศึกษา ดูงาน OTOP ของประเทศไทย

 

ปี พ.ศ. 2549 การคัดสรร OTOP โดดเด่น In Search of Excellent OTOP

เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด สร้างจุดขาย จุดแตกต่างที่ชัดเจน เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาและสนับสนุนด้านต่างๆ ตามโครงการคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์เด่นจังหวัด (Provincial Star OTOP:PSO) จำนวน 187 ผลิตภัณฑ์การจัดประกวดหมู่บ้าน OTOP จำนวน 37,840 ราย และคัดสรรสุดยอด OTOP ไทย ระดับ 1-5 ดาว จำนวน 14,570 ผลิตภัณฑ์

 

ปี พ.ศ. 2550 ค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพทางการตลาด

รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ในชุมชน Knowledge Base OTOP:KBO) จำนวน 75 เครือข่าย ในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สามารถจำหน่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

ปี พ.ศ. 2551 เน้นการส่งเสริมการตลาด

เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายองค์ความรู้ KBO และกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จำนวน 2,500 กลุ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และการจัดทำแผนธุรกิจสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ การลงทะเบียนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จำนวน 31,789 ราย และคัดสรรสุดยอด OTOP ไทย ระดับ 1-5 ดาว จำนวน 11,534 ผลิตภัณฑ์

ปี พ.ศ. 2552 ถึงปัจจุบัน การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)

มีการบูรณาการส่งเสริม OTOP เดิมเน้น Product เปลี่ยนเป็นดำเนินการในเชิงบูรณาการ และทำให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนมากขึ้น เช่น การโครงการส่งเสริมเยาวชนในท้องถิ่นสืบสานและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Young OTOP Camp:YOC) ดำเนินการด้วยยุทธศาสตร์ PSO, OVC, KBO และ YOC เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา OTOP

 

บทบาทของกรมการพัฒนาชุมชน

กรมการพัฒนาชุมชน ได้เข้าไปมีบทบาทในโครงการ OTOP ทุกขั้นตอน ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจในการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานโดย กอ.นตผ. ได้มอบหมายให้ กรมฯ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานกิจกรรม ที่สำคัญโดยสังเขป ดังนี้

  1. การสำรวจและลงทะเบียนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เพื่อจัดทำฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และ

กำหนดแผนการส่งเสริมและพัฒนา ดำเนินการมาแล้ว จำนวน 3 ครั้ง (ปี 2547,2549,2551) โดยในปีล่าสุด มีผู้ลงทะเบียน จำนวน 31,798 ราย ซึ่งกรมฯ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมกลุ่มต่างๆ ทั้งในด้านเทคนิคการผลิต การตลาด บรรจุภัณฑ์ การเป็นผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง พัฒนาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ จนมีผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนให้เป็นผลิตภัณฑ์ OTOP จำนวน 69,217 ผลิตภัณฑ์

  1. การคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP ไทย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ OTOP ได้พัฒนาคุณภาพ

และรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นตามเกณฑ์การคัดสรรต่างๆ เป็นการสร้างระบบการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ มีผลิตภัณฑ์ได้รับการคัดสรรในระดับ 1-5 ดาว จำนวน 11,534 ผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ผู้ผลิตมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับดาวจนถึงระดับพรีเมี่ยมต่อไป

  1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปของการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge Based

OTOP:KBO) เป็นการขยายผลการดำเนินงานให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืนด้วยการนำความร่วมมือของสถาบันการศึกษาที่มีอยู่ในชุมชนมาช่วยสนับสนุนให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ที่ด้อยโอกาส หรือ ผลิตภัฑ์ระดับ 1-2 ดาว ได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยจัดตั้ง KBO จังหวัด ได้พัฒนากลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ในปี พ.ศ. 2552-2553 ไปแล้ว จำนวน 4,000 กลุ่ม งบประมาณจำนวน 56,243,100 บาท มีมูลค่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เป็นเงิน จำนวนทั้งสิ้น 324 ล้านบาท

  1. การดำเนินงานหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเอกลักษณ์ฉพาะท้องถิ่น และพัฒนา

หมู่บ้านให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว พัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชน จาการบริการด้านการท่องเที่ยว และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อเผยแพร่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งในปี พ.ศ. 2551-2552 ได้ดำเนินการจำนวน 16 หมู่บ้าน มีรายได้จากการท่องเที่ยว คิดเป็นมูลค่า 40,000,000 บาท มีประชาชนได้รับประโยชน์ ประมาณ 15,000 คน มีนักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมประมาณ 60,000 คน

  1. การพัฒนาเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้เยาวชน จัดทำ

แผนการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นการดำเนินการเพื่อการอนุรักษ์ สืบสาน รักษ์สิ่งแวดล้อมของเยาวชน รวมทั้งส่งเสริมให้เยาวชนออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP และบันทึกองค์ความรู้เพื่อการเรียนรู้ต่อไป โดยมีเยาวชนเข้าร่วมโครงการ 2,685 คน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน 75 ผลงาน และบันทึกตำนานภูมิปัญญาท้องถิ่น 78 เรื่อง

  1. การส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับภูมิภาค จำนวน 11 ครั้ง โดยส่งเสริมให้

มีการจำหน่ายสินค้า OTOP สลับภูมิภาค เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่งมียอดจำหน่ายในปี พ.ศ.2552 จำนวน 27,999,516 บาท กลุ่มอาชีพได้รับประโยชน์ 32,298 กลุ่ม จำนวน 49,740 คน

กรมการพัฒนาชุมชนได้พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและสนับสนุนให้เครือข่ายองค์ความรู้(KBO) จังหวัด เป็นศูนย์กลางช่วยเหลือการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบัน เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดระดับประเทศในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สามารถระบายสินค้าได้มากที่สุด ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลโดย กอ.นตผ.ได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ปีละ 2 ครั้ง คือการจัดงาน OTOP Midyear และการจัดงาน OTOP City โดยมีผลการดำเนินงาน ดังนี้

  1. OTOP Midyear ได้จัดมาแล้ว 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 มียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 2,248,709,434 บาท
  2. OTOP City จัดมาแล้ว 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 มียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 5,385,793,562 บาท

ซึ่งประมาณการว่ายอดรายได้จาการดำเนินงาน OTOP Midyear และการจัดงาน OTOP City จะสามารถก่อให้เกิดการขับเคลื่อนของวงจรเศรษฐกิจระดับชุมชน เกิดการหมุนเวียนของเงินทำให้เกิดผลทวีคูณเป็นลุกโซ่อีก 4-5 เท่า โดยจากรายได้ที่จำหน่ายได้จะทำให้มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 38,172 ล้านบาท เช่นผู้ผลิตผู้ประกอบการนำเงินที่ได้จากการขายสินค้าไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่นสำหรับเตรียมการผลิต เพื่อจำหน่ายและซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค บริโภคในชีวิตประจำวันและผู้ขายสินค้าจะสั่งซื้อสินค้ามาจำหน่ายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สินค้ามีการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบเศรษฐกิจในภาพรวมมีความเข้มแข็ง รวมทั้งช่วยพัฒนาคุณภาพของครอบครัวชุมชนและประเทศชาติเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชนเป็นผู้ผลักดันสนับสนุนให้เกิดการประชุมสัมมนา ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และได้สรุปผลการระดมความคิดเห็นของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP (สมัชชา OTOP ทั่วไทยครั้งที่ 1 ปี 2552) จากทั่วประเทศกว่า 1,000 คน ระหว่างวันที่ 27-28 กรกฎาคม 2552 ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ได้เสนอผลให้นายกรัฐมนตรี สนับสนุนให้มีการจัดงาน OTOP Midyear และ OTOP City เป็นงานประจำปีและให้มีการจัดงาน OTOP ในภูมิภาคต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ว่ารัฐบาลให้การสนับสนุน OTOP อย่างจริงจัง และมีตลาดรองรับสินค้าที่แน่นอน รวมทั้งให้มีการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ที่ชัดเจน ดังนี้

  • จัดให้มีการลงทะเบียนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ
  • การคัดสรรสุดยอด OTOP ไทย
  • การดำเนินงานหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว
  • การเสริมสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ (KBO) จังหวัด เพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม
  • การพัฒนาเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • การส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จากผลสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โครงการ OTOP ของกรมการพัฒนาชุมชนที่ผ่านมามีผลงานเป็นรูปธรรม และมีแผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน บริหารงบประมาณได้คุ้มค่า และตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และประชาชน  โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนควบคู่ไปกับการยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ตั้งแต่การพัฒนาคนพัฒนากระบวนการเรียนรู้ไปสู่การพัฒนาอาชีพ กระบวนการผลิต การพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน และการตลาดตามหลักการพัฒนาชุมชน และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างครบวงจร ส่งผลให้ชุมชนมีความพอมี พอกิน อยู่ดีกินดี จนถึงระดับมั่งมีศรีสุข สังคมเกิดความสงบสุข มีความสมานฉันท์ เกิดความมั่นคงและความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป

(Visited 1 times, 1 visits today)